เมื่อร่างกายและหัวใจถูกใช้งานเกินขีดจำกัด จิตใต้สำนึกกระซิบบอกเราว่า “เราควรออกเที่ยว ไปอยู่ในที่สงบใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้างนะ” การเดินทางครั้งนี้จึงเริ่มขึ้น

กรุงเทพฯ ในวันที่ฟ้าเป็นสีเทา บรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดผลักดันให้เราต้องตัดสินใจยื่นใบลา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีแพลนในหัวว่าจะหยุดไปทำอะไรดี แค่เรารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วจริง ๆ ตั้งโจทย์ขึ้นมาว่าอยากไปที่ที่มีสีเขียวและมีทะเลด้วย ครุ่นคิดมาจนได้คำตอบ “เกาะกูด” เป็นที่ที่พอจะสามารถขับรถไปเองได้และไม่ลำบากในการเดินทางนัก

โปรโควิด โชคดีในโชคร้ายของการจองที่พัก แม้ได้ราคาที่ถูกจนน่าเหลือเชื่อ ทว่าหลาย ๆ ที่ยังไม่พร้อมเปิดให้บริการ ส่วนใหญ่ยังขอเวลารีโนเวทสถานที่ ที่พักทางเลือกจึงเปิดได้ไม่เต็มที่ เปิดแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ สุดท้ายเราก็ได้ที่พักทั้งหมด 3 วัน 2 คืน (นอนสองที่) รวมตั๋วเรือไปกลับและอาหารเช้าจำนวน 2 คนในราคา 4,699 บาท ค่าน้ำมันไปกลับ 1,000 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยทีเดียว

4 ชั่วโมงระยะจากกรุงเทพฯ ถึงท่าเรือแหลมศอกทางที่พักแนะนำบริการเรือเฟอร์รี่ของบุญศิริ ถึงตรงนี้เราก็ไม่ต้องตั้งคำถามหรือสงสัยอะไร “เขาแนะนำก็คือดีแหละ” เอาความฉลาดเก็บไว้ทำงานอย่างเดียว ณ ตอนนี้ อีก 1 ชั่วโมง 30 นาที สำหรับการเดินทางด้วยเรือไปยังเกาะกูด และยังเพิ่มอีก 30 นาทีสำหรับต่อรถบนเกาะไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ในส่วนที่ลึกสุดของเกาะจนถนนลาดยางเข้าไม่ถึง ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเรียกว่า ‘หาดพร้าว’ อยากอธิบาย มันคือหาดที่มีต้นมะพร้าวเยอะ ๆ หาดขนาดเล็ก เงียบสงบและที่พักอยู่ใกล้หาดสามารถเดินได้

ขอพาย้อนกลับไปเรื่องที่พักทั้ง 2 คืน เรานอนคนละที่กัน แต่ไม่ใช่เพราะว่าเราขยันอยากเปลี่ยนบรรยากาศใด ๆ ที่พักเต็มจนเราไม่สามารถนอนที่เดิมค้างได้ถึง 2 คืน

คืนที่ 1 Escape Resort Koh Kood

ที่พักชิค ๆ ที่หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันบ้าง เพราะ Escape Resort เพราะเขาก็มีที่พักอยู่ในหลาย ๆ จังหวัด การตกแต่งส่วนใหญ่ค่อนข้างเอาใจวัยรุ่นยิ่งด้วยในราคาที่ไม่ได้แพง ช่วงนี้มีโปรโมชั่น Sixteenth of June, Recalling  พัก 2 ท่าน ที่พัก 1 คืน + อาหารเช้า + ค่าเรือ เริ่มต้น 2,699 บาท คืนต่อไปจ่ายเพิ่มคืนละ 1,000 เท่านั้น พนักงานที่นี่น่ารักมาก ชวนคุยยิ้มแย้มเอาใจใส่ ให้บริการเหมือนสนิทกันมานาน แอบขี้อ้อนด้วยซ้ำ

บรรยากาศของ Escape Resort Koh Kood รวมถึงห้องพักก็ทำออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว เราเลือกห้องริมน้ำเพื่อที่จะได้เห็นป่าโกงกางแบบใกล้เพียงเอี้อม มีระเบียงเล็ก ๆ ให้เราได้นั่งห้อยขาลงไปจุ่มน้ำ แต่ว่าในช่วงนี้จะทำแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อในตอนกลางคืนเท่านั้น ในช่วงกลางคืนระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนเกือบถึงระเบียงที่เรากล่าวถึง น่าเสียดายที่เราดันหลับอดได้ประสบการณ์นี้

คืนที่ 2 Gumm Lonely Club

เราเลือกพักที่นี่เพราะไม่ได้มีทางเลือกนัก ที่พักติดอ่าวมะพร้าวมีเพียง 3 ที่เท่านั้นให้เราเลือกและทุกที่เต็มหมด บ่นอุบอิบสำหรับที่นี่เพราะมูทกับตกแต่งค่อนข้างกระชากจากที่พักคืนแรก และในรายละเอียดบอกว่าเป็นห้องพัดลม ข้อมูลในเพจก็ค่อนข้างน้อยรูปห้องก็หาไม่เจอ แต่ก็ดีกว่าที่จะต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปนอนไกล ๆ ก็คงต้องมัดมือตัวเองชกกันไป

เมื่อก้าวเข้าสู่บ้านหลังนี้ทุกอย่างที่ก่นด่าในใจถูกลบหายไปจนหมด เพียงรอยยิ้มและคำทักทายที่รับรู้ได้ถึงความเป็นมิตรในบรรยากาศที่แสนอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน สองคู่รักเจ้าของบ้านแห่ง Gumm Lonely Club ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเยียวยาความเหนื่อยล้าได้อย่างแท้จริง

อ่าวพร้าวไฮไลท์ของย่านนี้

ลักษณะเป็นหาดที่เล็กเงียบสงบไม่ค่อยมีคนมากนัก น้ำใสมีคลื่นลมแรงและเราเสียแว่นสายตาให้กับหาดแห่งนี้ไปด้วยเหตุที่อยากจะแจวเรือจากที่พักออกมาจากคลองสู่ทะเล ด้วยความที่ยังอยู่ในหน้าฝนคลื่นยิ่งแรง ทำให้เรือคายัคของเราได้พลิกคว่ำลง ข้าวของกระจัดกระจายรวมถึงแว่นตาเช่นกัน

คราวซวยได้เริ่มขึ้นแล้ว “งมเข็มในสมุทร” คำนี้ได้ทำงานของมันแล้ว เราไม่มีทางหาแว่นเจออีกต่อไปแล้วเราจะขับรถกลับบ้านยังไง คำถามมากมายในหัวเก็บเอาไปถามพี่กั้มหัวหน้าครอบครัวของ Gumm Lonely Club พูดที่บอกว่าจะดูแลเราเป็นอย่างดี ตอนนี้พี่จะต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูดออกมาแล้วครับ

“เราจะหาคอนแทคเลนส์บนเกาะแห่งนี้ได้ที่ไหนครับ” สีหน้าที่เปื่อนรอยยิ้มของพี่กั้มทำให้เราสบายใจขึ้น “ลองไปดูร้านขายยาไหม เขาน่าจะมีนะ 12 กิโลเมตร เดี๋ยวพี่พาไป” เราไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะมีหรอกแต่ไม่ลองก็ไม่รู้ มีคนเสนอตัวช่วยเราขนาดนี้ อีกใจก็คิดว่าคงมีหลายคนที่พบเจอเรื่องร้าย ๆ แบบเราบ้างแหละ วัดดวงดูดีกว่าไม่ลองพยายามทำอะไรเลย

มันมีจริง ๆ ครับ คอนแทคเลนส์อยู่ในร้านขายยาที่ทันสมัยท่ามกลางป่าและเนินเขา และก็มีครบทุกอย่างการออกแบบที่คุ้นเคยไม่ต่างจากกรุงเทพฯ เลย

ทริปนี้เลยจบแบบงง ๆ แต่ได้ความอบอุ่น ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากจะเล่าก็กลัวจะยาวไป มันไม่ใช่แค่การมาเที่ยวเฉย ๆ การที่ได้พูดคุยกับผู้คนบนเกาะแห่งนี้ การดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นมิตร เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคม ในชีวิตประจำวันที่เราใช้มันอยู่ทุกวัน แต่มารู้ตัวอีกทีมันกลับกลายเป็นสิ่งที่หากยาก เป็นสิ่งที่ต้องเดินทางมาเจอในที่ที่หากไกลความเจริญ สุดท้ายนี้ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีคืออะไร มันก็คงแล้วแต่คน แต่สำหรับเรามันคือการที่ได้เจอคนดี ๆ คนที่มีมุมมองแบบที่เราไม่เคยนึกถึง

“ทำแบบง่าย ๆ ไม่ต้องยากก็ได้ สบาย ๆ – กั้ม Gumm Lonely Club”