ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีกับการเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ เพราะว่าระหว่างการวางแผนเดินทาง  เราก็มีความตั้งใจว่าอยากได้ความรู้สึกเหมือนได้เข้าป่า มีหมอกเยอะ ๆ ที่สำคัญไปด้วยงบประหยัดและสำหรับคนใจร้อนอยากรู้ว่าใช้งบประมาณเท่าไร ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน เราบอกกลม ๆ ตรงนี้ว่า Air Asia ไปกลับ ราคา 2,500 บาท ค่าที่พักหารสองเหลือ คืนแรก 443 บาท คืนที่สอง 387 บาท รวมแล้ว 3,330 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายตอนอยู่ที่เวียดนามก็แล้วแต่การเงินของท่าน

เมื่อเท้าแตะพื้นหลังยืนงงเสร็จก็รีบกระโดดขึ้นแท็กซี่ทันที ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณเพื่อนรวมทริปที่พาเรามา จริง ๆ มันคือการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก ถ้ามาคนเดียวกับภาษาอังกฤษที่ต่ำตม ความรู้ทางด้านภาษาน้อยกว่าห่างอึ่งก็คงยังติดอยู่แถวดอนเมือง

ที่สนามบินเราสามารถแวะซื้อซิมมือถือได้เลยมีขายราคาไม่แพง 200 กว่าบาท เน็ต 4G โครตเร็วเลย ส่วนแท็กซี่ก็เก็บเงินตามมิสเตอร์ที่ตั้งอยู่นั่นแหละ ราคาก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเราเท่าไร แต่ดีกว่าตรงนี้เงินทอนปัดลงไม่ปัดขึ้น ซึ่งที่แรกที่เราจะไปนั่นก็คือ Ba Na Hills กระเช้าที่ยาวที่สุดในโลกมันจะแค่ไหนเชียว

โค้งสุดท้ายก่อนถึงก็เห็นหมอกสีขาวให้ชื่นใจ ส่วนแท็กซี่ที่นี่ขับช้าจัง 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บีบแตร่ตลอดทางหูจะหนวกก็ครั้งนี้แหละหว๊า

ข้ามเรื่องมาขึ้นกระเช้าเลยละกันเอาใจหัวอกคนมีโคต้าอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดแบบเรา ค่าตั๋วเข้าประมาณ 800-900 บาท ราคานี้นั่งกระเช้าที่ยาวที่สุดในโลกมันก็คุ้มแล้ว แต่ถ้าเที่ยวครบเนี้ยคุ้มกว่า เพราะมีทั้งของเล่นที่รวมอยู่ในค่าเข้าไปครั้งนี้แล้ว และยังมีที่พักสามารถนอนบนนั้นได้เลยแถมราคาก็ไม่ได้แพงอะไร 2,000 – 3,000 บาท ส่วนหมอกก็ไม่เท่าไรนี่หว่า

ขอถอนคำพูดเลยแล้วกัน อีกนิดก็ใกล้มองไม่เห็นอะไรแล้วเพราะเห็นอีกทีกระเช้าฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามาใกล้ ๆ แล้ว ระยะทางที่ว่ายาวที่สุดในโลกนั้น ก็ยาวจริง ๆ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ถึงจุดหมาย ภาพเขาลูกแรกในใจก็คิดว่าขี้โม้ แต่ที่ไหนได้เราต้องนั่งผ่านเขาหลายลูกเลย ซะใจเป็นบ้า

มาถึงตอนนี้ก็มองเหี้ยไรไม่เห็นละ หูก็ดับกลืนน้ำลายจนคอแห้งไปหมดก็จะเห็นคนไทยในกระเช้านี้แหกปากคุยกันเพราะหูไม่ค่อยดี

สวย… ยอมรับเลยว่าสวยมาก เพียงพอใจแล้วสำหรับทริปนี้ที่ได้อิ่มเอมทั้งหมอกและป่าดั่งที่ใจฝันไว้ ถ้าตกลงไปตายก็ถือได้ว่าตายตาหลับแล้ว พ่อกับแม่คงสบายใจ

เบื่อละสิพวกเธอ

เพึ่งรู้ว่าพื้นเป็นกระจก มองไม่เห็นข้างล่างเลย พอถึงตรงนี้รู้สึกขาดทุน

จากข้อมูลที่หามา จำภาพนี้ไว้นะครับมันมีของกินด้านในมาเวียดนามก็ต้องกินอาหารเวียดนามซะหน่อย

ไม่อร่อย… นี่คือภาพหลังจากพนักงานเอาผักทั้งหมดออกแล้ว คือเขาให้ผักมาเป็นตะกร้าแล้วเราก็คิดว่าต้องใส่ทั้งหมดไง พนักงานเดินมาบอกด้วยความเป็นห่วงพูดอะไรซักอย่างจับใจความได้ว่า ให้ใส่เนื้อลงไปก่อนแล้วค่อยใส่ผัก ด้วยความสู่รู้ก็รีบตอบไปว่า I know, it’s ok เรียบร้อยเหม็นเขียวแดกไม่ได้จ้า

สวยดีนะวันนี้คนน้อยจากที่ดูมาจากหลาย ๆ ที่คนเยอะมากอย่างกับแจกข้าวสารฟรี

ดูวิวข้างล่างซะหน่อย มองไม่เห็นอะไรเลย ฮ่า ๆ กลับไปที่พักดีกว่า ข้างบนนี้ปิด 1 ทุ่ม กระเช้าจะหยุดทำงานหากกลัวต้องเดินเท้าลงมาต้องรีบกลับ

ที่พักหารสองเหลือ 443 บาท รีวิวให้เขาซะหน่อยมีเครื่องทำน้ำอุ่นแถมอาหารเช้าก็โอเค ดึก ๆ แบบนี้ออกไปหาอะไรดื่มหน่อยดีกว่า

ร้านอาหารเกาหลีเยอะมาก คิดว่ามาเกาหลีอยากกินเนื้อเลยเข้าร้านนี้ ไม่ใช่บุฟเฟ่นะแต่ราคาถูกกว่าบุฟเฟ่อีก เบียร์ที่นี่ขอบอกว่าถูกมาก เริ่มต้นขวดละ 23 บาท แต่ยังคงมีปัญหากับการกินเช่นเคย จะอะไรนักหนากับอีแค่ปิ้งย่าง พนักงานทำหน้ากังวลอีกแล้ว นี่กูทำอะไรผิดอีกเนี้ย การที่พนักงานต้องมาสอนวิธีกิน วิธีย่างเป็นประสบการณ์ที่ดีจริง ๆ เมาแล้วก็รีบกลับไปนอนพรุ้งนี้เราจะไปไปเที่ยวกันต่ออีกเมือง

ถึงแล้วอัมพวามาแจวเรือตกปูหาปลาทำไมกันก็ไม่รู้ แต่มาแล้วก็ต้องมา

ตกปูหาบาปใส่ตัวเผื่อได้ตกนรกในต่างประเทศ

มีการสอนวิธีการเอาใบไม้มาทำเป็นแมลงต่าง ๆ สวยดีตื่นเต้นจัง

เสร็จแล้วสวยงาม มาอัพวาแล้วก็ต้องไปต่อหัวหิน แต่เราจะปั่นจักรยานไปหาอาหารทะเลกินกัน

การปั่นจักรยานที่นี่เราก็จะไม่เหงา เพราะใคร ๆ เขาก็ทำกัน แถมเป็นการปลดปล่อยความสามารถในการสัญจรด้วย ที่นี่ขับรถยากมากเกือบเสียชีวิตตลอดทาง

อาหารทะเลโครตถูกเลยครับ กินหลากหลายในราคา 1,000 บาท อาหารสด ๆ ในราคาที่หาในไทยลำบาก ร้านอาหารติดทะเล ทั้งร้านนั่งอยู่โต๊ะเดียว เจ้าของร้านสุดอินดี้ มีฝรั่งผัวเมียจะนั่งโต๊ะใหญ่ริมทะเลแต่เจ้าของร้านก็ไม่ให้นั่ง ไล่ไปนั่งในร้านให้เหตุผลว่ามีคนจองแล้ว ฝรั่งผัวเมียก็งงเพราะทั้งร้านไม่มีคน แอบฝั่งเขาคุยกัน ผัวเมียฝรั่งบอกว่าต้องจ่ายเท่าไรถึงนั่งตรงนั้นได้ เจ้าของร้านก็ไม่ยอม งงมากครับร้านเงียบเหมือนผีหลอกยังไม่รับลูกค้าอีก

กินอิ่มก็รีบกลับก่อนจะมืดเพราะว่าการขับรถที่นี่ ค่อยข้างเป็นที่จดจำเลยทีเดียว มันไม่ง่ายเลยสำหรับผมเพราะดูเหมือนว่าที่นี่จะใช้การกะระยะเอาจากความเร็วที่รถวิ่งมาแล้วค่อยหลบกันเอง ไม่เหมือนบ้านเราที่ต้องมีใครหยุดหรือชะลอรถเพื่อที่จะให้ได้มีอีกคนได้ไป

ถึงแล้วเมืองเก่า อันที่จริงเหมือนเสียค่าเข้าด้วยนะ แต่ทางเข้าบางจุดก็ไม่มีคนเก็บเงินและคนเยอะมาก เป็นเมืองที่ค่อนข้างกว้างถ้าขี้เกียจเดินก็มีสามล้อพาทัวร์ แต่ก็จะเป็นที่สะดุดตาของชาวบ้านหน่อย คือ ถ้าเห็นแล้วไม่หยิบกล้องมาถ่ายมันจะรู้สึกเหมือนจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต

หลายเสียงพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “มาแล้วต้องกิน หากไม่กินถือว่ามาไม่ถึง” น้ำใบบัวขึ้นชื่อของที่แห่งนี้นี่เอง เขาว่ากันว่าอร่อยมากพูดมาขนาดนี้หากไม่ลองกินก็คงไม่กล้ากลับไปมองหน้าพ่อหน้าแม่แน่ ๆ

รสชาติดีเลยครับเหมือนน้ำตะไคร้ผสมกับซอฟเฟลกันยุง กินเข้าไปแล้วยุงไม่กัดเลยครับ ดูดไปสัก 2-3 อึกกำลังดีพอให้มีน้ำหนักให้โยนทิ้งได้ง่าย ๆ ถือว่าเป็น 4 เสียงในโลกที่พูดว่า “ไม่อร่อยอย่าแดก”

ขอไม่เขียนถึงที่นี่มากนะครับ รู้สึกเฉย ๆ เหมือนตรอกข้าวสารที่สะอาดและสวยงามกว่า ไม่ตื่นเต้นอะไร สรุปว่า อาหาร, เสื้อผ้า, มุมถ่ายภาพ และ กิจกรรมค่อยข้างเยอะ คนก็เยอะเช่นกัน

สรุปอีกที #ดีครับ